สวัสดีซึมเศร้า ยินดี(?)ที่ได้รู้จัก – อีเวนท์เล็กๆที่อยากให้เข้าใจ “โรคซึมเศร้า”

ปัจจุบันพวกเรารู้จักกับโรคซึมเศร้ามากขึ้น เราสามารถเข้าไปทำแบบทดสอบว่าเราเป็นโรคซึมเศร้าหรือไม่ด้วยแบบทดสอบออนไลน์ที่รวดเร็วต่อการประมวลผล แต่เรามีวิธีรับมือหรือจัดการตัวเองอย่างไร ถ้าเรากำลังเผชิญกับโรคซึมเศร้า? นอกจากนี้ยังมีคำถามอีกมากมายว่าโรคซึมเศร้าแท้จริงเกิดจากอะไร? และเราป้องกันความไม่สบายทางใจนี้ตั้งแต่ต้นเหตุได้หรือไม่?

ภาพประกอบ-1

 

เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา Ma:D Club for Better Society ได้จัดวงพูดคุยเกี่ยวกับประเด็นของ “โรคซึมเศร้า” ในชื่องานน่ารักๆ ว่า “สวัสดีซึมเศร้า ยินดี(?)ที่ได้รู้จัก” ภายใต้อีเวนท์ซีรีย์ “มาดีมีประเด็น#1” ซึ่งรวบรวมเพื่อนๆที่สนใจในประเด็นี้และกำลังทำกระบวนการเพื่อ “รักษาใจ” ให้กับใครอีกหลายๆคน ชวนคุยโดย พี่กิฟ ปรีห์กมล จันทรนิจกร จาก Ma:D Club for better society

เริ่มเปิดประเด็นกันด้วยการทำความรู้จัก โรคซึมเศร้า กับผศ.พ.ต.หญิง ดร.พนมพร พุ่มจันทร์ ผู้อำนวยการสมาคมสะมาริตันส์แห่งประเทศไทย หรืออาจารย์ลูกหนู องค์กรที่สร้างพื้นที่การ “รับฟังด้วยใจ” ทางโทรศัพท์ป้องกันการฆ่าตัวตาย

1.ปัจจัยของการเกิดโรคซึมเศร้า-02

อาจารย์ลูกหนูเล่าให้ฟังว่า ปัจจัยของการป่วยทางจิตเวชนั้นมาจาก 3 ปัจจัยใหญ่ๆ

หนึ่งคือ ปัจจัยทางชีวภาพซึ่งเกี่ยวกับร่างกายนั่นก็คือเรื่องสารเคมีในสมอง คนที่มีการหลั่งสารเคมีในสมองที่ผิดปกติไปจะซึมเศร้านาน ปกติเราคุยกับเพื่อน ได้ระบาย ร้องไห้ เสร็จแล้วเราจะรู้สึกดีขึ้น แต่ความผิดปกติของการหลั่งสารเคมีในสมองจะทำให้การคุย การปลอบใจเท่าไหร่ๆก็ไม่หายเสียที การรักษาคือการใช้ยาจากการสั่งยาของจิตแพทย์

ปัจจัยที่สองคือ จิตใจ เช่น เวลาที่เราไม่สบายใจ บางคนจะมีภาวะการโทษตัวเอง เวลามีเรื่องไม่ดี หรือทำอะไรผิดจะโทษตัวเอง หรือบางคนมีบุคลิกที่เป็นคนเก็บตัวและโทษตัวเอง ภาวะทางจิตใจเหล่านี้จะทำให้เราซึมเศร้าได้ง่ายมากขึ้น

ปัจจัยสุดท้ายคือ สังคม เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม ครอบครัว ที่มีความกดดันสูง เช่น การใช้ถ้อยคำรุนแรงใส่กัน ไม่สนับสนุนหรือไม่ให้กำลังใจกันในครอบครัว การปรับตัวเข้ากับเพื่อนไม่ได้ หรือแม้กระทั่งเรื่องของรายได้ สิ่งเหล่านี้จะยิ่งกระตุ้นให้เราซึมเศร้ามากขึ้น สำหรับปัจจัยนี้อาจารย์บอกว่า ต้องค่อยๆพิจารณาดูว่าเกิดจากอะไร

 

การใช้ยาก็เป็นส่วนหนึ่งในการรักษาแต่ในเมื่อปัจจัยที่ก่อให้เกิดโรคซึมเศร้ามีถึง 3 ปัจจัยด้วยกัน แล้วเราจะมีวิธีการดูแลตัวเองหรือดูแลคนรอบข้างอย่างไร นอกจากการใช้ยาเพื่อรักษาการหลั่งสารเคมีในสมองนั้น เรายังสามารถดูแลตัวเองตามปัจจัยที่ 2 และ 3 ได้อีกด้วย

2.ดูแลจิตใจตัวเอง-02

นอกจากการใช้ยารักษา การดูแลจิตใจตัวเองก็สำคัญ

สำหรับการดูแลตัวเองเมื่อปัจจัยที่ 2 “ความไม่สบายใจ” เข้ามากระทบ เมื่อเรารู้ตัวว่าความรู้สึกของเราเข้าใกล้จุดที่เราทนไม่ได้แล้ว ค่อยๆยอมรับและผ่อนคลายความเครียด การหากิจกรรมใหม่ๆทำหรือการพบปะกับเพื่อนก็เป็นทางที่ดี พยายามอย่าจมดิ่งกับความเศร้าให้บอกกับตัวเองว่ากลับมามีสติรู้ตัว วิธีการนี้จริงๆไม่ใช่แค่คนที่เป็นโรคซึมเศร้าที่จะลองใช้ดู แม้แต่เพียงแค่อารมณ์ทางด้านลบของคนเราที่แว๊บขึ้นมาในหัว เราก็สามารถใช้วิธีการนี้เพื่อผ่อนคลาย ปล่อยวางอารมณ์ด้านลบเหล่านั้นลงได้

ส่วนปัจจัยสุดท้าย นั่นก็คือปัจจัยที่เกี่ยวกับสังคม เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม ซึ่งในประเด็นนี้ถ้าเราช่วยกันก็จะเป็นผลดีมากๆ เพราะเรารู้แล้วว่าปัจจัยทางสังคมมีผลต่อการเกิดโรคซึมเศร้า ดังนั้น การรับฟังเพื่อนที่เป็นโรคซึมเศร้าหรือพูดคุยหรือหากิจกรรมสนุกๆทำกับเพื่อนที่เข้าใจเรา ก็จะช่วยกันและกันได้

อย่างไรก็ดี โรคซึมเศร้าและอาการทางจิตต่างๆเป็นอาการที่ละเอียดอ่อนมากๆ การวินิจฉัยเบื้องต้นด้วยตัวเองอาจผิดได้ อาจารย์แนะนำให้พบแพทย์เพื่อวินิจฉัยโรค

 

 

“การฟังด้วยใจจริงๆแล้วเป็นวิธีที่ง่ายมาก เพราะเราต่างเป็นสิ่งแวดล้อมของกันและกัน เราสามารถช่วยให้คนรอบข้างของเรารู้สึกดีขึ้นได้ ในขณะเดียวกันเพื่อนๆรอบข้างเราก็สามารถช่วยให้เรารู้สึกดีขึ้นได้ถ้าเราเข้าใจ “การรับฟังด้วยใจ”

-ผศ.พ.ต.หญิง ดร.พนมพร พุ่มจันทร์- ผู้อำนวยการสมาคมสะมาริตันส์แห่งประเทศไทย

3.คนรอบข้างคือกำลังใจ-02

คนรอบข้างในที่นี้คือใครก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นคนในครอบครัว เพื่อนๆ ที่เข้าใจและรับฟังเราด้วยใจ

 

“ดูใจ” และ “NOWHERE” กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่สนใจเกี่ยวกับอารมณ์และการศึกษากระบวนการในการจัดการอารมณ์ ที่ผ่านมาเราถูกสอนว่าให้ดูแลสุขภาพร่างกายของตัวเองให้แข็งแรง แต่ไม่เคยมีใครบอกเราเลยว่าเราจะดูแลจิตใจของเราให้แข็งแรงได้อย่างไร? ดูใจและ NOWHERE คือกลุ่มเพื่อนที่ศึกษาเรื่องราวเหล่านี้และอยากเข้ามาช่วยดูแลจิตใจของทุกคนผ่านกระบวนการดูแลจิตใจ

4.ดูใจ-02

การพบกันและความตั้งใจขยายให้วงเพื่อนๆ “ดูใจ” กันให้กว้างกว่าเดิม

คุณมนัสวี ศุระศรางค์ (ไหม) และคุณณิชกานต์ ธรรมรัช(แพรว) ตัวแทนจาก ดูใจ เล่าเกี่ยวกับจุดเริ่มต้นของการทำดูใจว่าเกิดจากการเรียนปริญญาโทด้วยกันที่ ศูนย์จิตตปัญญาศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล  สิ่งที่ทั้งคู่เรียนเป็นกระบวนการทำให้แต่ละคนกลับมาใคร่ครวญตัวเองชัดขึ้น เช่น อารมณ์ ความรู้สึกของตัวเอง

 

“บางครั้งในการใช้ชีวิตประจำวันของคนเรามีความคิดกับความรู้สึกปนกันเยอะมากจนเราไม่ทันรู้สึกว่า สิ่งที่ว่าเราคิดว่าเรารู้สึก เรารู้สึกจริงๆหรือเปล่า และเมื่อเราเข้าใจตัวเองผลก็คือเราเข้าใจปัญหาหรือความทุกข์เปลี่ยนไปเลยและเริ่มเปลี่ยนแปลงตัวเอง”

-ณิชกานต์ ธรรมรัช(แพรว)- ตัวแทนจาก ดูใจ

 

ด้วยเหตุนี้จึงทำให้กลุ่มดูใจเกิดขึ้นเพื่อขยายผลไปถึงคนอื่นๆอีก อย่างไรก็ดีต้องบอกก่อนว่ากลุ่ม ดูใจ ไม่ใช่นักจิตบำบัด แต่สิ่งที่ดูใจกำลังเป็นอยู่นั่นก็คือ “เพื่อน”

คุณไหมอธิบายให้ฟังเกี่ยวกับสาเหตุและกระบวนการของดูใจว่า ทุกวันนี้มนุษย์เราไม่สามารถปลดปล่อยความรู้สึกได้อย่างอิสระ เช่น สมัยเด็กๆเราจะได้ยินคนสอนว่า เป็นลูกผู้ชายอย่าร้องไห้ กรอบทางอารมณ์เหล่านี้ทำให้บางทีเราเกิดความเครียดสะสม แล้วมีพื้นที่ไหนบ้างที่จะปล่อยให้เราร้องไห้ได้โดยที่เราไม่ถูกตัดสิน หรือเราอยากหัวเราะแบบไม่มีเหตุผล เราคิดว่าเราทำดูใจมาเพื่อเป็นพื้นที่ปลอดภัยทางความรู้สึกให้กับทุกคน

ส่วนกระบวนการของดูใจเองก็อาจจะไม่ได้ซับซ้อน แต่เป็นกระบวนการที่เน้นการอยู่กับคนตรงหน้า อยู่กับคนในวง เปิดใจรับฟังคนในวงโดยไม่ตัดสิน ซึ่งจะทำให้ทุกคนในวงสามารถเป็นเพื่อนกับคนแปลกหน้าได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งเราสามารถนำกลับไปใช้กับคนในครอบครัว เพื่อน หรือคนที่เรารักต่อก็ได้

5.Nowhere-02

“NOWHERE” การรวมกลุ่มของนักจิตบำบัดเพื่อสร้างความเข้าใจโรคซึมเศร้า

สำหรับคุณฐิตาภา ชินกิจการ หรือคุณแนท ตัวแทนจาก NOWHERE (อ่านว่า No Where หรือ Now Here ก็ได้)ก็เล่าให้ฟังว่า ตัวเองเป็นนักจิตบำบัดที่ตอนนั้นทำงานที่สหรัฐอเมริกาเป็นการทำงานตามความฝัน แต่เมื่อทราบข่าวของคุณสิงห์ Sqweez Animal ก็รู้สึกว่า คนไทยยังขาดความเข้าใจเกี่ยวกับโรคซึมเศร้าอยู่เยอะ นี่เป็นจุดที่ตนเองเปลี่ยนใจกลับมาทำงานที่ประเทศไทยแทน

หลังจากกลับมาก็พบว่าเราคนเดียวต้องรับคนไข้ในหนึ่งวันเยอะมากๆ บางทีทำงานถึงตีหนึ่งจนทำให้คุณแนทรู้สึกว่า เธอดูแลพวกเขาไม่ไหว เป็นที่มาของการรวมกลุ่มกับเพื่อนๆและตั้ง NOWHERE ขึ้นเพื่อที่จะขยายความเข้าใจให้กับคนอื่นๆได้เข้าใจโรคซึมเศร้ามากขึ้น

ครั้งหนึ่ง NOWHERE ไปทำค่ายกับเด็กๆอายุ 13-19 ปี ในจังหวัดอุดรธานี การทำค่ายครั้งนี้ทำให้รับรู้ได้เลยว่าจริงๆแล้ว มนุษย์ทุกคนต้องการพื้นที่ที่จะเป็นตัวของตัวเอง ซึ่งจริงๆแล้วเราทุกคนมีความเศร้าอยู่ในตัวเองและแน่นอนว่าเราไม่จำเป็นต้องขจัดมันทิ้งไปให้หมด เพราะถ้าเราสามารถมีสติรู้ตัวกับความเศร้าได้ เราอาจจะนำมันไปใช้ประโยชน์ก็ได้ อย่างเช่น การแต่งเพลง การสร้างละคร ภาพยนตร์ ก็มาจากส่วนผสมของอารมณ์เศร้า

ดังนั้น NOWHERE จึงอยากสร้างพื้นที่ที่ทำให้คนปลดปล่อยและยอมรับความรู้สึกของตัวเองเพื่อให้ทุกคนมีสติและรู้จริงๆว่าตอนนี้ ฉันรู้สึกอะไร ฉันรู้สึกอย่างไร

 

“โดยกระบวนการของเราจะใช้บอร์ดเกมและ การ์ด เป็นเครื่องมือในการสื่อสารความรู้สึกของคนที่เล่นตอนนั้นโดยไม่มีการตีกกรอบว่าจะต้องแสดงความรู้สึกออกมาแบบตายตัว เราทุกคนชอบวิธีในการสื่อสารต่างกัน บางคนอาจชอบสื่อสารด้วยการวาด หรือชอบเขียน หรือบางคนชอบถ่ายทอดออกมาผ่านร่างกาย ซึ่งจะทำให้เรากล้าสื่อสารได้มากขึ้น”

-ฐิตาภา ชินกิจการ (แนท)- ตัวแทนจาก Nowhere

Comments

รับอีเมลข่าวสารจากมาดี

แบ่งปันเรื่องราวของคุณ